“ย้อนกาลเก่า เล่ารัตนโกสินทร์ฯ” ฟังเรื่องราวผ่านนักเขียนวรรณกรรม

by:
Tags :
Category :news

เมื่อไม่นานมานี้ฉันมีโอกาสได้ร่วมเดินทางกับ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี ในจัดกิจกรรม “ย้อนกาลเก่า เล่ารัตนโกสินทร์ ยินผ่านวรรณกรรม” ช่วงรัชกาลที่ 5 – รัชกาลปัจจุบัน โดยมีอาจารย์จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะวัฒนธรรมร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้

โดยสถานที่แห่งแรกของทริปนี้อยู่ที่ “วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร” หรือที่ใครหลายคนเรียกสั้นๆ ว่า “วัดเบญจมบพิตรฯ” เป็นหนึ่งในวัดที่ฉันคิดว่างดงามอย่างมีเอกลักษณ์ เนื่องจากมีพระอุโบสถหินอ่อน ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ริมถนนศรีอยุธยา ปัจจุบันวัดแห่งนี้ยังได้รับการบูรณะใหม่จนงดงามอย่างเมื่อครั้งในอดีต
สำหรับประวัติคร่าวๆ ของวัดเบญจมบพิตรฯ เมื่อครั้งอดีตมีชื่อว่า “วัดแหลม” หรือ “วัดไทรทอง” ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างในสมัยใด จนเมื่อในปี พ.ศ.2369 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 เจ้าอนุวงศ์ผู้ครองนครเวียงจันทน์ได้ก่อการกบฎยกทัพมาตีไทย พระองค์จึงได้โปรดเกล้าฯให้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 2 ที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาศิลา เป็นผู้บัญชาการกองทัพในส่วนการรักษาพระนคร โดยทรงตั้งกองบัญชาการอยู่ในบริเวณแห่งนี้

เมื่อเสร็จสิ้นการปราบกบฏ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ พร้อมด้วยพระเชษฐภคินี พระขนิษฐภคินี และพระกนิษฐภาดา ร่วมเจ้าจอมมารดาอีก 4 พระองค์ ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้น ครั้นถึงรัชสมัยรัชกาลที่ 4 จึงได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดเบญจบพิตร” ซึ่งมีความหมายว่าเป็นวัดของเจ้านาย 5 พระองค์ ทรงปฏิสังขรณ์ขึ้น ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงสร้างพระราชวังสวนดุสิตขึ้น และโปรดเกล้าฯ ทำผาติกรรมสถปนาวัดขึ้นใหม่ และได้พระราชทานชื่อวัดใหม่ว่า “วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม”
สำหรับภายในพระอุโบสถนั้นประดิษฐาน “พระพุทธชินราช” ที่จำลองมาจากพระพุทธชินราชองค์จริงที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิษณุโลกและภายในยังมีภาพจิตรกรรมอันงดงาม โดยเฉพาะที่บริเวณช่องคูหาทั้ง 8 จะเป็นภาพสถูปเจดีย์ที่สำคัญทุกภาค อาทิ พระมหาธาตุ จ.ลพบุรี , พระธาตุพนม จ.นครพนม, พระมหาธาตุ จ.นครศรีธรรมราช ที่ได้ถูกวาดไว้อย่างงดงามให้ได้ชม และที่บริเวณกำเเพงแก้วรอบพระอุโบสถก็ยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ ให้ได้เดินชมกันอีกด้วย

หลังจากที่ได้ชมความงดงามและรู้จักกับความเป็นมาของวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาขึ้น จากนั้นเดินทางไปยังอีกหนึ่งสถานที่ที่มีความเรื่องราวเกี่ยวข้องกับรัชกาลที่ 5 ด้วยเช่นกัน นั่นคือ พิพิธภัณฑ์อาคารสายสุทธานภดล หรือ ตำหนักสายสุทธานภดล ในอดีตนั่นเอง

“พิพิธภัณฑ์อาคารสายสุทธานภดล” ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และก่อนที่จะเข้าไปชมบรรยากาศภายใน ฉันได้แวะมาสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ผู้เป็นที่รักยิ่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
เมื่อกราบสักการะเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันขอเล่าถึงประวัติความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้แบบคร่าวๆ เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่สอง ปี 2450 ได้เสด็จประพาสอุทยานสวนป่าขององค์พระประมุขประเทศต่างๆ จึงทรงเห็นว่าพระที่นั่งอัมพรสถานนั้นพลุกพล่านไม่เป็นการส่วนพระองค์ จึงทรงตั้งพระราชหฤทัยอยากจะให้มีสวนใหม่ท้ายวัง ถึงกับมีพระราชหัตถเลขามายังพระสุขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม) ให้สร้างสวนแห่งใหม่ขึ้น โดยมีพระราชประสงค์เพื่อใช้เป็นสถานที่ประทับพระราชอิริยาบถ และเป็นการเตรียมสถานที่ประทับและพำนักของพระมเหสี พระสนมเจ้าจอม และพระราชธิดา และทรงตั้งชื่อว่า “สวนสุนันทา” เพื่อเป็นพระราชานุสรณ์แห่งความรักของสมเด็จของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี
ส่วน “ตำหนักสายสุทธานภดล” หรือตำหนักที่ประทับของพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา มีลักษณะเป็นตำหนักแฝดขนาดใหญ่ มีบริเวณพื้นที่กว้างขวาง ลักษณะกึ่งปูนกึ่งไม้ มีทางเดินเชื่อมทั้งด้านบนและด้านล่าง ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาลี

ปัจจุบันตำหนักแห่งนี้ได้รับการปรับปรุงแต่ยังคงสภาพเดิมของตำหนักในอดีตไว้ และพัฒนามาเป็นแหล่งเรียนรู้ คือ “พิพิธภัณฑ์อาคารสายสุทธานภดล” นั่นเอง ภายในมีการจัดแสดง เรื่องราวเกี่ยวกับพระประวัติ พระจริยวัตร และพระกรณียกิจของเจ้าฟ้าทั้งสองพระองค์เมื่อครั้งเสด็จประทับในสวนสุนันทา และเป็นที่ตั้งของสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาด้วย ซึ่งพิพิธภัณฑ์อาคารสายสุทธานภดล เปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดตั้งแต่เวลา 09.30-16.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-2160-1216 ใครผ่านมาแถวนี้ลองแวะเข้ามาชมกันได้
สำหรับสถานที่สุดท้ายของทริปนี้อยู่ที่ พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.7) ตั้งอยู่บริเวณถนนหลานหลวง อาคารแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส-สวิส ในรูปแบบสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิก โดยมีจุดเด่นที่โดมตรงกลางของอาคาร เดิมอาคารหลังนี้เป็นที่ตั้งของห้างยอนแซมสันแอนด์ซัน (John Sampson & Son) หรือที่เรียกกันว่า “ห้างยอนแซมสัน” ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายผ้าตัดเสื้อ รองเท้า รวมทั้งอานม้าที่มีชื่อเสียงในกรุงลอนดอน และได้ขยายมาตั้งสาขาขึ้นในเมืองไทย ตามคำชักชวนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในปัจจุบันอาคารแห่งนี้ตั้งเป็น พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายในถูกแบ่งออกเป็น 3 ชั้น ในส่วนของชั้นที่ 1 เป็นห้องนิทรรศการสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 โดยมีการจัดแสดงเรื่องราว พระราชประวัติ พระราชจริยวัตร และพระราชกรณียกิจ โดยนำเสนอเนื้อหาตั้งแต่ทรงเสด็จพระราชสมภพ อภิเษกสมรส เสด็จประพาสทั้งในและต่างประเทศ
เมื่อเดินขึ้นไปยังห้องจัดแสดงชั้น 2 จะได้ทราบถึงพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่เสด็จพระราชสมภพจนถึงก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงศึกษาต่อต่างประเทศ ทรงผนวช ทรงอภิเษกสมรส ตลอดจนพระราชจริยวัตร พระราชนิยม ด้านการดนตรี กีฬา ภาพยนตร์ รวมทั้งพระราชประวัติหลังทรงสละราชสมบัติ กระทั่งเสด็จสวรรคต ณ ประเทศอังกฤษ
ส่วนห้องจัดแสดงชั้น 3 มีการจัดแสดงเกี่ยวกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ฉลองพระองค์ พระมาลาและฉลองพระบาท ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระราชกรณียกิจสำคัญในด้านต่างๆ นอกจากนี้ยังจัดแสดงแบบจำลองสะพานพระพุทธยอดฟ้าและพระปฐมบรมราชานุสรณ์ รวมถึงสิ่งของที่ระลึกต่างๆ ที่จัดทำขึ้นในพระราชพิธีฉลองพระนคร 150 ปี

นอกจากนี้ยังมีห้องฉายภาพยนตร์ มีการจำลองบรรยากาศจากโรงาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างขึ้นเนื่องในโอกาสฉลองพระนคร 150 ปี โดยมีการจัดฉายวันละ 2 รอบ เวลา 10.30 และ 14.30 น. หากใครที่สนใจเข้ามาชมพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สามารถเข้าชมฟรี โดยเปิดให้บริการวันอังคาร-เสาร์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์