ยาที่คุณอาจไม่จำเป็น

by:
Tags :
Category :health news

คุณจะรู้สึกอย่างไรเมื่อรู้ว่าครึ่งหนึ่งของยาที่คุณใช้อาจไม่จำเป็น สิ่งที่คุณควรรู้คือ ใช้ยาอย่างไรจึงจะสมเหตุผล เพราะองค์การอนามัยโลก (2002) ได้ระบุว่า “มากกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้ยาเป็นไปอย่างไม่ เหมาะสม ทั้งจากการจ่ายยาโดยแพทย์ เภสัชกร และจากการซื้อยาจากร้านขายยา ในขณะที่ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยกินยาที่ได้ไปอย่างไม่ถูกต้อง”

ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า การใช้ยาอย่างสมเหตุผล คือ “การใช้ยาเมื่อจำเป็น” ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยต้องได้รับประโยชน์จากยาเหนือกว่าความเสี่ยงจากอันตรายของยาอย่างชัดเจน เช่น ผู้ป่วยที่มีกรดยูริกหรือไขมันในเลือดสูง รวมทั้งความดันเลือดที่เพิ่งสูงเพียงเล็กน้อย หากได้รับ คำแนะนำที่เหมาะสม ปัญหาเหล่านี้ก็จะได้รับการแก้ไขโดยไม่ต้อง ใช้ยา ซึ่งหากอาการมาถึงจุดที่จำเป็นต้องใช้ยาแล้ว แพทย์ก็จะพยายามติดตามและป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นให้กับผู้ป่วยเพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้ยา เช่น อาการผิวหนังหลุดลอกทั่วร่างกายคล้ายถูก ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ที่เกิดจากการแพ้ยาลดกรดยูริกอย่างรุนแรง หรือภาวะกล้ามเนื้ออักเสบจนเซลล์กล้ามเนื้อตายและอาจทำให้ไตวายจากการแพ้ยาลดไขมันในเลือดอย่างรุนแรง ตลอดจนผลข้างเคียงอีกนานาชนิดจากยาลดความดันเลือดขึ้นกับชนิดของยา ดังนั้นก่อนใช้ยาเหล่านี้ผู้ป่วยจึงควรได้รับการประเมินอย่างรอบคอบว่าจำเป็นต้องใช้ยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเมื่อเริ่มใช้แล้วมักต้องกินยาไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีกำหนดอีกด้วย การใช้ยาอย่างสมเหตุผล คือ “การใช้ยาอย่างเหมาะสมกับโรคที่เป็น” เช่น กรณีปวดศีรษะเรื้อรังแบบไมเกรนที่มีอาการบ่อยครั้ง การรักษาที่เหมาะสมคือการใช้ยาที่ออกฤทธิ์ “ป้องกัน” การปวดศีรษะอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การกินยา “แก้ปวด” บ่อยๆ เพราะยิ่งกินยาแก้ปวดบ่อยครั้ง อาการปวดศีรษะเรื้อรังจะยิ่งกำเริบ ทำให้ต้องกินยาบ่อยขึ้นและกินในขนาดยาที่สูงขึ้นด้วย เพิ่มความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากยา เช่น ตับอักเสบ กระเพาะทะลุ หรือไตวาย เป็นต้น การไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาการใช้ยา “ป้องกัน” การปวดศีรษะเรื้อรังจึงเป็นการก้าวเข้าสู่เส้นทางการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ไม่ใช่การไปหาซื้อยาแก้ปวดกินเองอย่างต่อเนื่อง การใช้ยาอย่างสมเหตุผล คือ “การใช้ยาให้ถูกขนาด” เช่น การกินพาราเซตามอล (500 มิลลิกรัม) 2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมง อาจได้ยาเกินขนาด เพราะหากเป็นคนที่มีน้ำหนักตัวน้อย เช่น 50 กิโลกรัม ควรใช้ยาเพียงครั้งละ 1 เม็ด หรือ 1 เม็ดครึ่งเท่านั้น แม้คนที่มีน้ำหนักตัวมากก็ไม่ควรกินพาราเซตามอลเกินกว่า 4,000 มิลลิกรัม/วัน (หรือ 8 เม็ด/วัน) ดังนั้นการกินยานี้ทุก 4 ชั่วโมง จึงอาจได้ยามากถึง 6,000 มิลลิกรัม/วัน ซึ่งในระยะยาวอาจมีผลเสียต่อตับ เป็นต้น. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth